วิธีติดตั้ง AppServ 2.5.10 บน windows 7

Advertisement

AppServ คือ ชุดโปรแกรมในลักษณะของ WAMP ในการสร้างเว็บเซิร์ฟเวอร์สำเร็จรูปบนระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ สร้างโดยชาวไทย จัดทำขึ้นโดย ภาณุพงศ์ ปัญญาดี เป็นการรวมโปรแกรมจำนวน 4 ตัวในการสร้างเว็บเซิร์ฟเวอร์ ได้แก่ Apache HTTP Server, PHP, MySQL, และ phpMyAdmin เวอร์ชันปัจจุบันได้แก่ 2.4.9 (สำหรับ PHP 4) และ 2.5.10 (สำหรับ PHP 5) เนื่องจากภาณุพงศ์ ปัญญาดี ต้องตอบคำถามวิธีการติดตั้ง Apache, PHP, และ MySQL ให้ใช้งานด้วยกันได้บ่อยครั้ง จึงริเริ่มพัฒนาชุดติดตั้ง AppServ ที่ติดตั้งและใช้งานได้ทันทีในประมาณปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) และพัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมา

เตรียมโปรแกรมเพื่อติดตั้ง AppServ 2.5.10

ก่อนอื่นต้องดาวน์โหลดโปรแกรมมาก่อนนะครับโดยให้เข้าไปที่

http://www.appservnetwork.com/

เมื่อเข้าไปเสร็จแล้ว ก็จะมี appserv เวอร์ชั่นต่าง ๆให้เลือกโหลด ในตัวอย่างนี้ผมใช้  AppServ 2.5.10

ขั้นตอนการติดตั้ง AppServ 2.5.10

เมื่อโหลดมาแล้ว ก็ให้เปิดไฟล์ appserv ที่โหลดมา จะได้ดังรูป

กดปุ่ม Next >

ต่อมาก็จะแสดง License Agreement ของ AppServ 2.5.10

กดปุ่ม I Agree

จากนั้นก็จะให้เลือกตำแหน่งที่จะติดตั้ง  เราสามารถเลือกไว้ที่ไหนก็ได้ แต่ผมขอเลือกตามที่มันให้มา


กดปุ่ม Next >

Advertisement

จากนั้นจะแสดง Select Components

ให้เลือกเอาทั้งหมด แล้วกดปุ่ม Next >

ต่อมาจะเป็นการกำหนดเกี่ยวกับ HTTP Server

Server Name : localhost
Email : ใส e-mail ของคุณ
Port: 80  

จากนั้นกดปุ่ม Next >

ต่อมาจะเป็นการตั้งค่าการใช้งานฐานข้อมูล MySQL

เป็นการกำหนดรหัสผ่านให้กับฐานข้อมูล โดยทั้งสองช่องจะต้องตรงกัน  แล้วกดปุ่ม Install

รอสักครู่ โปรแกรมกำลังทำการติดตั้ง


จากนั้นถ้าขึ้น Windows Security Alert  ให้กดปุ่ม Allow access เลยนะครับ

ต่อมาเลือกทั้งสองอัน แล้วกด Finish

ก็เสร็จสิ้นการติดตั้ง appserv

จากนั้นให้มาเช็คว่า web server ทำงานได้หรือป่าวนะครับ


โดยให้เปิด browser ขึ้นมา แล้วพิมพ์ localhost  หากได้ดังภาพก็จะสามารถใช้งาน web server ได้ครับ

Advertisement

java กับ javascript ต่างกันอย่างไร

java กับ javascript ต่างกันอย่างไร

java กับ javascript ต่างกันอย่างไร

Java กับ JavaScript

โครงสร้างภาษาของ JavaScript มีความคล้ายคลึงกับ Java มาก โดย JavaScript เป็น คอมพลีเมนต์ (complement) ของ Java สามารถติดต่อกับส่วนต่าง ๆ ของจาวาแอปเพล็ตโดยสคริปต์ที่เขียนขึ้นมาได้ คำสั่งของ JavaScript สามารถนำมาใช้แสดง, กำหนดคุณสมบัติ, สอบถามสถานะ หรือ ควบคุมการกระทำของแอปเพล็ตและปลั๊กอิน นอกจากนี้ JavaScript ยังสนับสนุนรูปแบบนิพจน์และการควบคุมพื้นฐาน ของภาษา Java อีกด้วย JavaScript ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนเพิ่มขยายในภาษา HTML โดยเฉพาะ ช่วยให้สามารถควบคุมเว็บเพจได้อย่างง่ายดาย เหมาะกับการทำงานอย่างรวดเร็ว และเน้นที่ความถูกต้องเป็นสำคัญ ภาษา Java ประกอบไปด้วย เอ็กซ์คลูซีฟ (exclusive) ของ class และ method ต้องมีการกำหนด class และ method และเน้น เรื่องความถูกต้อง โปรแกรมที่เขียนในภาษา Java จะมีความสมบูรณ์กว่าการเขียนด้วย Javascript JavaScript เป็นภาษาแบบอินเตอร์พรีเตอร์ (interpleter) ฉะนั้นเพียงเขียนคำสั่ง ในภาษา JavaScript เก็บไว้เป็น text file ร่วมกับเว็บ เพจ HTML ก็ทำงานได้แล้ว ไฟล์คำสั่งในภาษา JavaScript อาจมีส่วนขยายเป็น .htm หรือ .html เหมือนกับไฟล์เว็บเพจทั่วไป หรือมีส่วน ขยายเป็น .js ก็ได้ แต่ภาษา Java เป็นภาษาแบบ คอมไพเลอร์ (compiler) คำสั่งในภาษา Java จึงต้องเขียนเก็บไว้เป็น text file มีส่วนขยายเป็น .java หลังจากนั้นต้องนำไฟล์ดังกล่าวไปผ่านการคอมไพล์ให้เป็นไบต์โค้ด (ไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น class) เสียก่อน จากนั้นจึงนำไฟล์มาสร้าง เป็นอ็อบเจ็กต์และแอปเพล็ตเพื่อใช้งานต่อไป

Java คืออะไร

Java นอกจากเป็นชื่อกาแฟรสดีตามชื่อเกาะชวาของประเทศอินโดนีเซียแล้ว ที่เรามักจะเป็นตามหนังสือมักจะเป็นรูปกาแฟ ยังเป็นภาษาคอมพิวเตอร์สำหรับ ใช้งานในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดเป็นภาษามาตรฐานระดับสูงที่มีความสามารถ ในการทำงานได้โดยไม่ยึดติดกับแพลตฟอร์มใด ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องแบบพีซี , แมคอินทอช(Macintoch) , ซัน, Unix, Apple, เครื่องระดับมินิคอมพิวเตอร์จนถึงระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ลักษณะของภาษาจาวา จะมีความสามารถในการสร้างโปรแกรมขนาดเล็กที่เรียกว่า แอปเพล็ต Applets) สำหรับใช้งานในระบบ อินเตอร์เน็ตโดยทำงานร่วมกันกับโปรแกรมบราวเซอร์ มี Java Compiler เป็นตัวแปรภาษาซอร์ซโค้ด(Source Code) ให้กลายเป็นภาษา กลางที่เรียกว่า ไบต์โค้ด (Byte Code) ข้อดีของภาษาจาวาก็คือ โปรแกรมที่เขียนมีขนาดเล็ก สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ โดยตัวโปรแกรมจะอยู่บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และ เมื่อใดที่มีการเรียกใช้งานจากเว็บบราวเซอร์ เซิร์ฟเวอร์ก็จะทำการส่งข้อมูลและ โปรแกรมที่ต้องการคือให้กับบราวเซอร์เพื่อไปทำการประมวลผลแสดงผลลัพธ์ในเว็บบราวเซอร์ต่อไป

JavaScript คืออะไร

JavaScript เป็นภาษายุคใหม่สำหรับการเขียนโปรแกรมบนระบบอินเทอร์เน็ตที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เราสามารถเขียน โปรแกรม JavaScript เพิ่มเข้าปในเว็ปเพจเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับงานด้านต่าง ๆ ทั้งการคำนวณ การแสดงผล การรับ-ส่งข้อมูล และที่ สำคัญคือ สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้อย่างทันทีทันได นอกจากนี้ยังมีความสามารถด้านอื่น ๆ อีกหลายประการที่ช่วยสร้างความน่าสนใจให้ กับเว็บเพจของเราได้อย่างมาก ภาษาจาวาสคริปต์ถูกพัฒนาโดย เน็ตสเคปคอมมิวนิเคชันส์ (Netscape Communications Corporation) โดยใช้ชื่อว่า Live Script ออกมาพร้อมกับ Netscape Navigator2.0 เพื่อใช้สร้างเว็บเพจโดยติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์แบบ Live Wire ต่อมาเน็ตสเคปจึงได้ร่วมมือกับ บริษัทซันไมโครซิสเต็มส์ปรับปรุงระบบของบราวเซอร์เพื่อให้สามารถติดต่อใช้งานกับภาษาจาวาได้ และได้ปรับปรุง LiveScript ใหม่เมื่อ ปี 2538 แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า JavaScript

ลักษณะการทำงานของ JavaScript
JavaScript เป็นภาษาสคริปต์เชิงวัตถุ หรือเรียกว่า อ็อบเจ็กโอเรียลเต็ด (Object Oriented Programming) ที่มีเป้าหมายในการ ออกแบบและพัฒนาโปรแกรมในระบบอินเทอร์เน็ต สำหรับผู้เขียนเอาสารด้วยภาษา HTML สามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้ทำงานร่วมกับ ภาษา HTML และภาษาจาวาได้ทั้งทางฝั่งไคลเอนต์ (Client) และ ทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์ (Server) โดยมีลักษณะการทำงานดังนี้

1. Navigator JavaScript เป็น Client-Side JavaScript ซึ่งหมายถึง JavaScript ที่ถูกแปลทางฝั่งไคลเอนต์ (หมายถึงฝั่งเครื่อง คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพีซี เครื่องแมคอินทอช หรือ อื่น ๆ) จึงมีความเหมาะสมต่อการใช้งานของผู้ใช้ทั่วไปเป็นส่วนใหญ่

2. LiveWire JavaScript เป็น Server-Side JavaScript ซึ่งหมายถึง JavaScript ที่ถูกแปลทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์ (หมายถึงฝั่งเครื่อง คอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเว้บ โดยอาจจะเป็นเครื่องของซัน ซิลิคอมกราฟิกส์ หรือ อื่น ๆ) สามารถใช้ได้เฉพาะกับ LIveWire ของเน็ตสเคป โดยตรง

กุญแจสำคัญที่ทำให้ JavaScript Accessible
ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรใช้ JavaScript เพราะเป็นการทำงานทางฝั่ง Client ควรเลือกใช้ Script ที่ทำงานทางฝั่ง Server จะดีกว่าจัดเตรียมข้อมูลที่มีความหมายเหมือนกับ การใช้ JavaScript ไว้ในส่วนของ

หากมีการสร้าง Link ด้วย JavaScript ให้เพิ่มชื่อ URL จริงของ link ที่สร้างด้วย ตัวอย่าง ) หลีกเลี่ยงการสร้าง Popup Windows แจ้งเตือนผู้ใช้ล่วงหน้าก่อนจะเปิด Windows ใหม่ ให้ระวังการเปลี่ยนตำแหน่งโฟกัสของ Object ต่างๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่ได้เป็นผู้เปลี่ยนเอง

JavaScript ก็เหมือนภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมทั่วไป ตรงที่มีตัวแปรสำหรับเก็บค่า จากส่วนหนึ่งของ Program แล้วก็เอาไปใช้ในส่วนอื่นๆได้ ตัวแปรก็คือ ชื่อที่เรากำหนดขึ้นมาสำหรับเก็บค่า อย่างเช่น เราอาจกำหนดตัวแปรชื่อว่า imageName เพื่อไปเก็บชื่อไฟล์ภาพๆหนึ่ง หรือ อาจกำหนดให้ amount ไปเก็บจำนวนเต็ม เป็นต้น

โค้ด จาวาสคริป (javascript) เช็คระบบปฏิบัติการ

ตัวอย่างโค้ดจาวาสคริป (javasctipt)  ใช้ตรวจสอบระบบปฏิบัติการของเครื่องที่เข้าชมเว็บ..

<script>
	if(navigator.appVersion.indexOf("Win") != -1){
		alert("Windows");
	}
	else if(navigator.appVersion.indexOf("Mac") != -1){
		alert("Macintosh");
	}
	else alert("Other");
</script>

ตัวอย่างการใช้งาน

<!DOCTYPE>
<html>
<head>
	<meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8" />
	<title>JavaScript Check Platform</title>
</head>
<body>
<script>
	if(navigator.appVersion.indexOf("Win") != -1){
		alert("Windows");
	}
	else if(navigator.appVersion.indexOf("Mac") != -1){
		alert("Macintosh");
	}
	else alert("Other");
</script>
</body>
</html>

[C#] เลือกข้อมูลจาก dataGridView มาแสดงใน TextBox

ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างในการเอาข้อมูลจาก DataGridView มาแสดงใน  TextBox  ในการทำงานนั้นเราจะใช้ Event : CellMouseUp  ของ DataGridView

จากตัวอย่างผมจะออกแบบหน้าต่างดังนี้

TextBox ตัวแรก  จะให้แสดง ข้อมูลจาก  Cell  Username  โดยตั้งชื่อว่า txtUsername

TextBox ตัวที่สอง จะให้แสดง ข้อมูลจาก Cell Password  โดยตั้งชื่อว่า txtPassword

dataGridview  จะตั้งชื่อว่า gvShow

จากนั้นให้ทำการกำหนด Event ให้กับ dataGridView  ในตัวอย่างนี้ผมใช้ชื่อว่า gvShow 

 

คลิ๊กที่ dataGridView  แล้วดูตรง Properties  จากนั้นกด รูปฟ้าผ่า  เลื่อนหาคำว่า  CellMouseUp

เมื่อเห็น CellMouseUp  แล้วให้คลิกช่องข้าง ๆ CellMouseUp  แล้วกด Enter 

 

เมื่อทำการกด Enter  แล้ว  จะได้ดังภาพด้านล่าง  แล้วก็เขียนโค้ดลงในส่วนนี้

วิธีการดึงค่าออกมา

(ชื่อของ dataGridView).Rows[row index].Cells[cell index].Value.ToString();

เมื่อเรานำมาใช้งานจะได้ดังนี้

private void gvShow_CellMouseUp(object sender, DataGridViewCellMouseEventArgs e)
{
    txtUsername.Text = gvShow.Rows[e.RowIndex].Cells["Username"].Value.ToString();
    txtPassword.Text = gvShow.Rows[e.RowIndex].Cells["Password"].Value.ToString();
}

เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถเลือกข้อมูลจาก Data Gridview ไปแสดงบน TextBox ได้แล้ว

ตัวอย่างโค้ดในหน้านี้

using System;
using System.Collections.Generic;
using System.ComponentModel;
using System.Data;
using System.Drawing;
using System.Linq;
using System.Text;
using System.Windows.Forms;

namespace ReadValueInDataGridView
{
    public partial class Form1 : Form
    {
        public Form1()
        {
            InitializeComponent();
        }

        private void Form1_Load(object sender, EventArgs e)
        {
            //เรียกใช้ fucntion
            initGridview();
        }

        /*
         * เหตุการณ์เมื่อคลิกเลือกข้อมูลใน dataGridView
         */
        private void gvShow_CellMouseUp(object sender, DataGridViewCellMouseEventArgs e)
        {
            txtUsername.Text = gvShow.Rows[e.RowIndex].Cells["Username"].Value.ToString();
            txtPassword.Text = gvShow.Rows[e.RowIndex].Cells["Password"].Value.ToString();
        }

        /*
         * function เพื่อแสดงข้อมูลใน dataGridView
         */
        private void initGridview()
        {
            string[] username = { "administrator", "dekdev" };
            string[] password = { "123456", "98765" };
            DataTable dt = new DataTable();
            dt.Columns.Add("Username");
            dt.Columns.Add("Password");
            for (int i = 0; i < username.Count(); i++)
            {
                dt.Rows.Add();
                dt.Rows[i]["Username"] = username[i].ToString();
                dt.Rows[i]["Password"] = password[i].ToString();
            }
            gvShow.DataSource = dt;
        }  
    }
}

 

ภาษาซีพลัสพลัส ( C++)

ภาษาซีพลัสพลัส (อังกฤษ: C++) เป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ มีโครงสร้างภาษาที่มีการจัดชนิดข้อมูลแบบสแตติก (statically typed) และสนับสนุนรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่หลากหลาย (multi-paradigm language) ได้แก่ การโปรแกรมเชิงกระบวนคำสั่ง, การนิยามข้อมูล, การโปรแกรมเชิงวัตถุ, และการโปรแกรมแบบเจเนริก (generic programming) ภาษาซีพลัสพลัสเป็นภาษาโปรแกรมเชิงพาณิชย์ที่นิยมมากภาษาหนึ่งนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990

เบียเนอ สเดราสดร็อบ (Bjarne Stroustrup) จากเบลล์แล็บส์ (Bell Labs) เป็นผู้พัฒนาภาษาซีพลัสพลัส (เดิมใช้ชื่อ “C with classes”) ในปี ค.ศ. 1983 เพื่อพัฒนาภาษาซีดั้งเดิม สิ่งที่พัฒนาขึ้นเพิ่มเติมนั้นเริ่มจากการเพิ่มเติมการสร้างคลาสจากนั้นก็เพิ่มคุณสมบัติต่างๆ ตามมา ได้แก่ เวอร์ชวลฟังก์ชัน การโอเวอร์โหลดโอเปอเรเตอร์ การสืบทอดหลายสาย เทมเพลต และการจัดการเอกเซพชัน มาตรฐานของภาษาซีพลัสพลัสได้รับการรับรองในปี ค.ศ. 1998 เป็นมาตรฐาน ISO/IEC 14882:1998 เวอร์ชันล่าสุดคือเวอร์ชันในปี ค.ศ. 2003 ซึ่งเป็นมาตรฐาน ISO/IEC 14882:2003 ในปัจจุบันมาตรฐานของภาษาในเวอร์ชันใหม่ (รู้จักกันในชื่อ C++0x) กำลังอยู่ในขั้นพัฒนา

รูปแบบของการออกแบบภาษาซีพลัสพลัส

  • ภาษาซีพลัสพลัสได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นภาษาสำหรับการเขียนโปรแกรมทั่วไป สามารถรองรับการเขียนโปรแกรมในระดับภาษาเครื่องได้ เช่นเดียวกับภาษาซี
  • ในทางทฤษฎี ภาษาซีพลัสพลัสควรจะมีความเร็วเทียบเท่าภาษาซี แต่ในการเขียนโปรแกรมจริงนั้น ภาษาซีพลัสพลัสเป็นภาษาที่มีการเปิดกว้างให้โปรแกรมเมอร์เลือก รูปแบบการเขียนโปรแกรม ซึ่งทำให้มีแนวโน้มที่โปรแกรมเมอร์อาจใช้รูปแบบที่ไม่เหมาะสม ทำให้โปรแกรมที่เขียนมีประสิทธิภาพต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และภาษาซีพลัสพลัสนั้นเป็นภาษาที่มีความซับซ้อนมากกว่าภาษาซี จึงทำให้มีโอกาสเกิดบั๊กขณะคอมไพล์มากกว่า
  • ภาษาซีพลัสพลัสได้รับการออกแบบเพื่อเข้ากันได้กับภาษาซีในเกือบทุกกรณี (ดูเพิ่มเติมที่ Compatibility of C and C++)
  • มาตรฐานของภาษาซีพลัสพลัส ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้มีการเจาะจงแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์
  • ภาษาซีพลัสพลัสถูกออกแบบมาให้รองรับรูปแบบการเขัยนโปรแกรมที่หลากหลาย (multi-paradigm)

ตัวอย่างโค้ด

#include <iostream>

int main()
{
    std::cout << "Hello, world!\n";
    return 0;
}

ภาษาจาวาสคริปต์ (JavaScript)

จาวาสคริปต์ (JavaScript) เป็นภาษาสคริปต์ ทีมีลักษณะการเขียนแบบโปรโตไทพ (Prototyped-based Programming) ส่วนมากใช้ในหน้าเว็บเพื่อประมวลผลข้อมูลที่ฝั่งของผู้ใช้งาน แต่ก็ยังมีใช้เพื่อเพิ่มเติมความสามารถในการเขียนสคริปต์โดยฝังอยู่ในโปรแกรมอื่นๆ

ซัน ไมโครซิสเต็มส์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า “JavaScript” โดยมันถูกนำไปใช้ภายใต้สัญญาอนุญาตเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีโดย เน็ตสเคป และมูลนิธิมอซิลลา

 

ประวัติ

เริ่มพัฒนาโดย Brendan Eich พนักงานบริษัทเน็ตสเคป โดยขณะนั้นจาวาสคริปต์ใช้ชื่อว่า โมคา และภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ไลฟ์สคริปต์ และเป็น จาวาสคริปต์ในปัจจุบัน รูปแบบการเขียนภาษาที่ใช้ คล้ายคลึงกับภาษาซี รุ่นล่าสุดของจาวาสคริปต์คือ 2.0 ซึ่งตรงกับมาตรฐานของ ECMAScript

ภาษาจาวาสคริปต์ไม่มีความสัมพันธ์กับ ภาษาจาวา (Java) และ เจสคริปต์ (JScript) แต่อย่างใด ยกเว้นแต่โครงสร้างภาษาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เนื่องมาจากได้รับการพัฒนาต่อมาจากภาษาซีเหมือนๆ กัน และมีชื่อที่คล้ายคลึงกันเท่านั้น

สำหรับเจสคริปต์ (JScript) หลังจากที่จาวาสคริปต์ประสบความสำเร็จ โดยมีเว็บเบราว์เซอร์จากหลายๆ บริษัทนำมาใช้งาน ทางไมโครซอฟท์จึงได้พัฒนาภาษาโปรแกรมที่ทำงานในลักษณะคล้ายคลึงกับจาวาสคริปต์ขึ้น และตั้งชื่อว่าเจสคริปต์ ซึ่งทำงานได้กับเบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ (Internet Explorer) เท่านั้น เริ่มใช้ครั้งแรกใน อินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ 3.0 เมื่อ สิงหาคม พ.ศ. 2539 โดยสร้างตามมาตรฐาน ECMA 262

 

การใช้งาน

จาวาสคริปต์ เป็นภาษาในรูปแบบของภาษาโปรแกรมแบบโปรโตไทพ โดยมีโครงสร้างของภาษาและไวยกรณ์อยู่บนพื้นฐานของภาษาซี

ปัจจุบันมีการใช้จาวาสคริปต์ที่ฝังอยู่ในเว็บเบราว์เซอร์ในหลายรูปแบบ เช่น ใช้เพื่อสร้างเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงเสมอภายในเว็บเพจ, ใช้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้ใช้กรอกก่อนนำเข้าระบบ, ใช้เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ภายใต้โครงสร้างแบบ Document Object Model (DOM)เป็นต้น

นอกจากนี้จาวาสคริปต์ยังถูกฝังอยู่ในแอปพลิเคชันต่างๆ นอกเหนือจากเว็บเบราว์เซอร์ได้อีกด้วย เช่น widget ของ ยาฮู! เป็นต้น โดยรวมแล้วจาวาสคริปต์ถูกใช้เพื่อให้นักพัฒนาโปรแกรม สามารถเขียนสคริปต์เพื่อสร้างคุณสมบัติพิเศษต่างๆ เพิ่มเติมจากที่มีอยู่บนแอปพลิเคชันดังเดิม

โปรแกรมใดๆ ที่สนับสนุนจาวาสคริปต์จะมีตัวขับเคลื่อนจาวาสคริปต์ (JavaScript Engine) ของตัวเอง เพื่อเรียกใช้งานโครงสร้างเชิงวัตถุของโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันนั้นๆ

C# โค้ดโปรแกรม เช็คไอพี (ip) ของเครื่อง

ตัวอย่างโค้ดโปรแกรม ที่ใช้ในสำหรับการตรวจสอบหมายเลขไอพี (ip) ของเครื่อง  ซึ่งในปัจจุบันนี้ หมายเลขไอพีนั้นมีทั้ง ipv4 และ ipv6

 

using System;
using System.Net;

namespace CheckIP
{
    class Program
    {
        static void Main(string[] args)
        {
            IPHostEntry host;
            host = Dns.GetHostEntry(Dns.GetHostName());
            string getIP = "";
            Console.WriteLine();
            foreach (IPAddress ip in host.AddressList)
            {
                Console.WriteLine(ip.AddressFamily+" ==> "+ip.ToString()+"\n");
                
                if (ip.AddressFamily.ToString() == "InterNetwork")
                {
                    getIP = ip.ToString();
                }   
            }
            Console.WriteLine("-----------------------------------------");
            Console.WriteLine("Ip Address IPV4 Is : "+getIP);
            Console.WriteLine("-----------------------------------------");
            Console.WriteLine();
            Console.WriteLine("Powered by dekdev.com");
            Console.Read();
        }
    }
}

C# โค้ดโปรแกรม  เช็คไอพี (ip) ของเครื่อง

ตัวอย่างโค้ดตัดเกรด ที่ใช้ภาษาจาวา โดยใช้เงื่อนไข if – elseif

ตัวอย่าง โค้ดโปรแกรมคำนวณเกรดที่ใช้ภาษาจาวา (JAVA) ในการพัฒนา โดยรับค่าของคะแนนผ่านทางคีย์บอร์ด แล้วนำไปตรวจสอบตามเงื่อนไข โดยใช้ if – elseif

/**
 * DekDEV.com
 */
import java.util.Scanner;

public class GPA {

	public static void main(String[] args) {
		
		Scanner sc = new Scanner(System.in);
		
		System.out.print("Input your score : ");
		
		float score = sc.nextFloat();
		
		if(score < 0 || score > 100){
			System.out.println("Error input score 0 - 100");
	    }
	    else if(score >= 80){
	    	System.out.println("Score = "+score+" , You Grade : A");
	    }
	    else if(score >= 75){
	    	System.out.println("Score = "+score+" , You Grade : B+");
	    }
	    else if(score >= 70){
	    	System.out.println("Score = "+score+" , You Grade : B");
	    }
	    else if(score >= 65){
	    	System.out.println("Score = "+score+" , You Grade : C+");
	    }
	    else if(score >= 60){
	    	System.out.println("Score = "+score+" , You Grade : C");
	    }
	    else if(score >= 55){
	    	System.out.println("Score = "+score+" , You Grade : D+");
	    }
	    else if(score >= 50){
	    	System.out.println("Score = "+score+" , You Grade : D");
	    }
	    else{
	    	System.out.println("Score = "+score+" , You Grade : F");
	    }
		
		System.out.println("---------------------------------------");
		System.out.println("Powered by dekdev.com");
	}
}

ตัวอย่างโค้ดตัดเกรด ที่ใช้ภาษาจาวา

ชนิดข้อมูลพื้นฐานของภาษาซี

ในการเขียนโปรแกรมภาษาซีนั้น เราจำเป็นต้องมีการกำหนดชนิดข้อมูล ก่อนการประกาศตัวแปรเสมอ การกำหนดชนิดข้อมูลแต่ละอันก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ว่าเราจะใช้ตัวแปรนั้นเก็บค่าอะไร แบบไหน เช่น เก็บเป็นเลขจำนวนเต็ม เก็บเป็นเลขจำนวนจริง หรือเก็บเป็นตัวอักษร

char มีขนาด 1 byte ค่าที่เก็บคือ ตัวอักษร ASCII 1 ตัว ตั้งแต่ 0 ถึง 255

int มีขนาด 2 byte ค่าที่เก็บคือ ค่าจำนวนเต็มตั้งแต่ 32767 ถึง –32768

short มีขนาด 2 byte ค่าที่เก็บคือ ค่าจำนวนเต็มตั้งแต่ 32767 ถึง –32768

long มีขนาด 4 byte ค่าที่เก็บคือ ค่าจำนวนเต็มตั้งแต่ 2147483647 ถึง –2147483648

unsigned
unsigned int มีขนาด 2 byte ค่าที่เก็บคือ ค่าจำนวนเต็มตั้งแต่ 0 ถึง 65535
unsigned short มีขนาด 2 byte ค่าที่เก็บคือ ค่าจำนวนเต็มตั้งแต่ 0 ถึง 65535
unsigned long มีขนาด 4 byte ค่าที่เก็บคือ ค่าจำนวนเต็มตั้งแต่ 0 ถึง 4294967295

float มีขนาด 4 byte ค่าที่เก็บคือ ค่าจำนวนจริง ตั้งแต่ 3.4×10^-38 ถึง 3.4×10^38

double มีขนาด 8 byte ค่าที่เก็บคือ ค่าจำนวนจริง ตั้งแต่ 1.7×10^-308 ถึง 1.7×10^308

จากข้อมูลดังกล่าวเมื่อนำมาจัดเป็นกลุ่มจะได้ดังนี้

1. จำนวนเต็ม ได้แก่ข้อมูลชนิด int, short, long, unsigned int, unsigned short และ unsigned long

2. จำนวนจริง คือข้อมูลที่เป็นเลขจำนวนจริง ที่มีทศนิยม หรืออยู่ในรูปของนิพจน์วิทยาศาสตร์ ได้ แก่ข้อมูลชนิด float และ double

3. ตัวอักขระและสตริง (String) ได้แก่ข้อมูลชนิด char ซึ่งเก็บข้อมูลได้ 1 อักขระ และข้อมูลที่เป็นชุดของข้อมูล char (Array of char) ที่ใช้เก็บค่าสตริง

ตัวอย่างโค้ดโปรแกรมภาษาซี คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ที่เรียกว่า VAT

ตัวอย่างโค้ดโปรแกรมภาษาซี คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตัวอย่างโค้ดโปรแกรมภาษาซี ที่ใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรียกกันว่า VAT นั่นเอง ในการคำนวณนั้น จะมีสูตรดังนี้

VAT = ราคาสินค้า * ภาษีมูลค่าเพิ่ม / 100

ราคาสินค้ารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม = ราคาสินค้า + (ราคาสินค้า * ภาษีมูลค่าเพิ่ม / 100)

เมื่อนำมาเขียนจะได้โค้ดดังนี้

/*
 * DekDEV.com
 */

#include <stdio.h>

main()
{
	float price, vat;
	printf("Input price product : ");
	scanf("%f", &price);

	printf("\nInput vat : ");
	scanf("%f", &vat);
	
	printf("\nPrice is %.2f Bath.\n", price);
	printf("\nPrice + vat is %.2f Bath.\n\n", price + (price * vat / 100));

	printf("\n\n---------------------------------\n");
	printf("Powered by dekdev.com\n\n");

	return 0;
}

ตัวอย่างโค้ดโปรแกรมภาษาซี คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม