แอนดรอยด์ (android) คืออะไร?

android
Advertisement

แอนดรอยด์ (อังกฤษ: android) เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพา เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ เน็ตบุ๊ก ทำงานบนลินุกซ์ เคอร์เนล เริ่มพัฒนาโดยบริษัทแอนดรอยด์ (อังกฤษ: Android Inc.) จากนั้นบริษัทแอนดรอยด์ถูกซื้อโดยกูเกิล และนำแอนดรอยด์ไปพัฒนาต่อ ภายหลังถูกพัฒนาในนามของ Open Handset Alliance ทางกูเกิลได้เปิดให้นักพัฒนาสามารถแก้ไขโค้ดต่างๆ ด้วยภาษาจาวา และควบคุมอุปกรณ์ผ่านทางชุด Java libraries ที่กูเกิลพัฒนาขึ้น

android

แอนดรอยด์ได้เป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 โดยทางกูเกิลได้ประกาศก่อตั้ง Open Handset Alliance กลุ่มบริษัทฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์ และการสื่อสาร 48 แห่ง ที่ร่วมมือกันเพื่อพัฒนา มาตรฐานเปิด สำหรับอุปกรณ์มือถือ ลิขสิทธิ์ของโค้ดแอนดรอยด์นี้จะใช้ในลักษณะของซอฟต์แวร์เสรี

Advertisement

โทรศัพท์เครื่องแรกที่สามารถใช้งานระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้คือ HTC Dream ออกจำหน่ายเมื่อ 22 ตุลาคม 2551

 

รุ่นของแอนดรอยด์

รุ่นพัฒนาของแอนดรอยด์จะใช้รหัสชื่อเป็นชื่อขนมหวาน โดยมีตัวอักษรขึ้นต้นเรียงลำดับกัน

รุ่น ชื่อเล่น ลินุกซ์ เคอร์เนล เปิดตัว
1.0 5 พฤศจิกายน 2550
1.1 9 กุมภาพันธ์ 2552
1.5 Cupcake (คัพเค้ก) 2.6.27 30 เมษายน 2552
1.6 Donut (โดนัท) 2.6.29 15 สิงหาคม 2552 (SDK)
2.0/2.1 Eclair (เอแคลร์) 2.6.29 26 ตุลาคม 2552 (2.0)
12 มกราคม 2553 (2.1 SDK)
2.2 Froyo (โฟรซเซนโยเกิร์ต) 2.6.32 20 พฤษภาคม 2553 (SDK)
2.3 Gingerbread (ขนมปังขิง) 2.6.35 6 ธันวาคม 2553 (SDK)
3.0/3.1 Honeycomb (รังผึ้ง) 2.6.36 22 กุมภาพันธ์ 2554 (SDK)
4.0 Ice Cream Sandwich (แซนด์วิชไอศกรีม) 19 ตุลาคม 2554 (SDK)
Advertisement

รหัสแอสกี้ หรือ แอสกี้ คืออะไร?

แอสกี หรือ รหัสมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาเพื่อการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ (อังกฤษ: ASCII: American Standard Code for Information Interchange) เป็นรหัสอักขระที่ประกอบด้วยอักษรละติน เลขอารบิก เครื่องหมายวรรคตอน และสัญลักษณ์ต่างๆ โดยแต่ละรหัสจะแทนด้วยตัวอักขระหนึ่งตัว เช่น รหัส 65 (เลขฐานสิบ) ใช้แทนอักษรเอ (A) พิมพ์ใหญ่ เป็นต้น

ประวัติ

รหัสแอสกีมีใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ และเครื่องมือสื่อสารแบบดิจิทัลต่างๆ พัฒนาขึ้นโดยคณะกรรมการ X3 ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมมาตรฐานอเมริกา (American Standards Association) ภายหลังกลายเป็น สถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา (American National Standard Institute : ANSI) ในปี ค.ศ. 1969 โดยเริ่มต้นใช้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1967 ซึ่งมีอักขระทั้งหมด 128 ตัว (7 บิต) โดยจะมี 33 ตัวที่ไม่แสดงผล (unprintable/control character) ซึ่งใช้สำหรับควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์บางประการ เช่น การขึ้นย่อหน้าใหม่สำหรับการพิมพ์ (CR & LF – carriage return and line feed) การสิ้นสุดการประมวลผลข้อมูลตัวอักษร (EOT – end of text) เป็นต้น และ อีก 95 ตัวที่แสดงผลได้ (printable character) ดังที่ปรากฏตามผังอักขระ (character map) ด้านล่าง

รหัสแอสกีได้รับการปรับปรุงล่าสุดเมื่อ ค.ศ. 1986 ให้มีอักขระทั้งหมด 256 ตัว (8 บิต) สำหรับแสดงอักขระเพิ่มเติมในภาษาของแต่ละท้องถิ่นที่ใช้ เช่น ภาษาเยอรมัน ภาษารัสเซีย ฯลฯ โดยจะมีผังอักขระที่แตกต่างกันไปในแต่ละภาษาซึ่งเรียกว่า โคดเพจ (codepage) โดยอักขระ 128 ตัวแรกส่วนใหญ่จะยังคงเหมือนกันแทบทุกโคดเพจ มีส่วนน้อยที่เปลี่ยนแค่บางอักขระ

อักขระควบคุม ASCII ที่พิมพ์ไม่ได้

ASCII
ASCII
ASCII

ตัวเลข 0–31 ในตาราง ASCII ถูกกำหนดให้เป็นอักขระควบคุม ซึ่งใช้เพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่อพ่วงบางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ตัวอย่างเช่น 12 หมายถึงการเลื่อนกระดาษทีละหน้า/ขึ้นหน้าใหม่ คำสั่งนี้จะบอกให้เครื่องพิมพ์ข้ามไปยังต้นหน้าถัดไป

อักขระควบคุม ASCII ที่พิมพ์ไม่ได้

ฐานสิบ อักขระ ฐานสิบ อักขระ
0 Null 16 อักขระควบคุมการส่งข้อมูลเพิ่มเติม (data link escape)
1 เริ่มหัวเรื่อง 17 ควบคุมอุปกรณ์ 1
2 เริ่มต้นข้อความ 18 ควบคุมอุปกรณ์ 2
3 สิ้นสุดข้อความ 19 ควบคุมอุปกรณ์ 3
4 สิ้นสุดการส่ง 20 ควบคุมอุปกรณ์ 4
5 สอบถาม 21 ไม่ยอมรับ
6 ตอบรับ 22 อักขระควบคุมการส่งข้อมูลแบบพร้อมกัน (synchronous idle)
7 สัญญาณเสียง 23 สิ้นสุดการบล็อกการส่ง
8 เอาอักขระหน้าเคอร์เซอร์ออก 24 ยกเลิก
9 เลื่อนไปยังแท็บหยุดในแนวนอน 25 สิ้นสุดสื่อ
10 เลื่อนกระดาษทีละบรรทัด/ขึ้นบรรทัดใหม่ 26 แทนที่
11 เลื่อนไปยังแท็บหยุดในแนวตั้ง 27 อักขระควบคุมเพิ่มเติม (escape)
12 เลื่อนกระดาษทีละหน้า/ขึ้นหน้าใหม่ 28 ตัวคั่นแฟ้ม
13 ไปต้นบรรทัดใหม่ 29 ตัวคั่นกลุ่ม
14 สลับไปเป็นชุดอักขระอื่น 30 ตัวคั่นระเบียน
15 คืนค่าชุดอักขระเริ่มต้น 31 ตัวคั่นหน่วย

อักขระ ASCII เพิ่มเติมที่พิมพ์ได้

อักขระ ASCII เพิ่มเติมสามารถตอบสนองความต้องการอักขระจำนวนมากขึ้นได้ อักขระที่เพิ่มเติมจะประกอบด้วยอักขระ 128 ตัวที่พบใน ASCII (ตัวเลข 0–32 ปรากฏในตารางด้านล่าง) และเพิ่มอักขระเพิ่มเติมอีก 128 ตัวรวมเป็น 256 ตัว แม้ว่าจะมีการเพิ่มเติมอักขระเข้าไปแล้ว หลาย ภาษาก็ยังมีสัญลักษณ์ที่ไม่สามารถบรรจุเข้าไปในอักขระทั้ง 256 ตัวได้ ด้วยเหตุนี้ อักขระ ASCII จึงมีความแตกต่างกันเพราะต้องมีอักขระและสัญลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค

ตัวอย่างเช่น ตาราง ASCII หรือที่เรียกกันว่า ISO 8859-1 ถูกนำมาใช้ในโปรแกรมซอฟต์แวร์มากมายของภาษาต่างๆ ในอเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก ออสเตรเลีย และแอฟริกา

ตารางอักขระ ASCII เพิ่มเติมที่พิมพ์ได้

ฐานสิบ อักขระ ฐานสิบ อักขระ
128 Ç 192
129 ü 193
130 é 194
131 â 195
132 ä 196
133 à 197
134 å 198
135 ç 199
136 ê 200
137 ë 201
138 è 202
139 ï 203
140 î 204
141 ì 205
142 Ä 206
143 Å 207
144 É 208
145 æ 209
146 Æ 210
147 ô 211
148 ö 212 Ô
149 ò 213
150 û 214
151 ù 215
152 ÿ 216
153 Ö 217
154 Ü 218
155 ¢ 219
156 £ 220
157 ¥ 221
158 P 222
159 ƒ 223
160 á 224 a
161 í 225 ß
162 ó 226 G
163 ú 227 p
164 ñ 228 S
165 Ñ 229 s
166 ª 230 µ
167 º 231 t
168 ¿ 232 F
169 233 T
170 ¬ 234 ?
171 ½ 235 d
172 ¼ 236 8
173 ¡ 237 f
174 « 238 e
175 » 239 n
176 240
177 241 ±
178 242
179 243
180 244
181 245
182 246 ÷
183 247
184 248
185 249
186 250 ·
187 251 v
188 252 n
189 253 ²
190 254
191 255

อักขระ ASCII ที่สามารถพิมพ์ได้

ตัวเลข 32–126 ถูกกำหนดให้ใช้แทนอักขระที่คุณจะพบบนแป้นพิมพ์ และจะปรากฏขึ้นเมื่อคุณดูหรือสั่งพิมพ์เอกสาร ตัวเลข 127 ใช้แทนคำสั่ง DELETE

ตารางอักขระ ASCII ที่พิมพ์ได้

ฐานสิบ อักขระ ฐานสิบ อักขระ
32 ช่องว่าง 80 P
33 ! 81 Q
34 82 R
35 # 83 S
36 $ 84 T
37 % 85 U
38 & 86 V
39 87 w
40 ( 88 X
41 ) 89 Y
42 * 90 Z
43 + 91 [
44 , 92 \
45 93 ]
46 . 94 ^
47 / 95 _
48 0 96 `
49 1 97 a
50 2 98 b
51 3 99 c
52 4 100 d
53 5 101 e
54 6 102 f
55 7 103 g
56 8 104 h
57 9 105 i
58 : 106 j
59 ; 107 k
60 < 108 l
61 = 109 m
62 > 110 n
63 ? 111 o
64 @ 112 p
65 A 113 q
66 B 114 r
67 C 115 s
68 D 116 t
69 E 117 u
70 F 118 v
71 G 119 w
72 H 120 x
73 I 121 y
74 J 122 z
75 K 123 {
76 L 124 |
77 M 125 }
78 N 126 ~
79 ? 127 DEL

Certificate of Authenticity (COA) คืออะไร

Certificate of Authenticity (COA) คืออะไร

Certificate of Authenticity (COA) คือฉลากที่ช่วยให้คุณสามารถระบุซอฟท์แวร์ของไมโครซอฟท์ได้ หากไม่มีใบรับรองนี้ คุณจะไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมายในการใช้ซอฟท์แวร์ของไมโครซอฟท์ COA ไม่ใช่ใบอนุญาตใช้ซอฟท์แวร์ แต่เป็นเครื่องหมายระบุที่ช่วยให้สามารถทราบได้ว่าซอฟท์แวร์ของไมโครซอฟท์ ที่คุณใช้อยู่นั้นเป็นของแท้หรือไม่ ห้ามมิให้ซื้อ COA แยกต่างหาก โดยไม่มีซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการรับรองสิทธิ

เพื่อให้คุณสามารถตรวจสอบว่าซอฟท์แวร์ที่ซื้อนั้นเป็นของแท้ COA จึงมีคุณสมบัติขั้นสูงเพื่อป้องกันการปลอมแปลง COA อาจประกอบด้วยบาร์โค้ด ซึ่งใช้ในการตรวจติดตามผลิตภัณฑ์ COA มีทั้งหมดสี่ประเภท:

COA ของซอฟต์แวร์ที่ขายปลีก
สำหรับซอฟต์แวร์ที่ซื้อแยกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ผ่านผู้ขายปลีก ฉลาก COA จะติดอยู่ด้านบนของบรรจุภัณฑ์ของซอฟต์แวร์

ใน การตรวจสอบว่าคุณมีซอฟต์แวร์จำหน่ายปลีกของแท้ของ Microsoft ให้มองหาใบรับรองผลิตภัณฑ์ของแท้ (COA) ที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์ของคุณ ต้องมี COA ติดมากับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง คุณไม่สามารถซื้อ COA แยกต่างหากได้

COA ที่แสดงทางด้านบนนี้ได้รับการผลิตออกมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2006 หาก COA ของคุณไม่ตรงกับภาพที่แสดงไว้ด้านบน คุณอาจมีฉลากรุ่นก่อนหน้า หากต้องการดูฉลากรุ่นก่อนหน้าของ COA นี้ ให้เลือกไฮเปอร์ลิงค์ ดูข้อมูลรุ่นก่อนหน้า ในหน้าต่างทางด้านหลัง

COA ประกอบด้วยชื่อผลิตภัณฑ์ที่พิมพ์มาบนฉลาก รวมถึงภาพพื้นหลังที่พิมพ์ตัวพิมพ์ติดๆ กัน ซึ่งคำเหล่านี้มีลักษณะเป็นรูปโค้งบิดเบี้ยวสีน้ำเงินบนพื้นหลังสีขาว COA นี้มีมุมด้านล่างซ้ายมน

ด้าน ซ้ายของ COA ประกอบด้วย Port-Hole? แบบโปร่งใส ซึ่งมีเส้นใยกระดาษที่มองเห็นอยู่รอบขอบด้านใน มีลวดลายแบบเมทัลลิกที่สานต่อกันผ่านช่องที่เป็นรูกลมทางแนวตั้ง พร้อมตัวอักษรสีแดงที่ระบุชัดเจนว่า “OUR PASSION” และ “MICROSOFT” วิธีการหนึ่งที่จะตรวจสอบว่า COA ของคุณเป็นของแท้ คือ ค่อยๆ แกะขอบของ COA เพื่อตรวจดูว่ามีเส้นวัสดุที่สานต่อกันเป็นเส้นใย แทนการพิมพ์อยู่ทางด้านบนหรือไม่

ฉลาก COA สำหรับ Windows ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องของผู้ผลิต/ผู้ประกอบคอมพิวเตอร์รายใหญ่
สำหรับซอฟท์แวร์ Windows ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องของผู้ผลิต/ผู้ประกอบคอมพิวเตอร์รายใหญ่ (หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Original Equipment Manufacturer หรือ OEM) ฉลาก COA จะติดอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ฉลาก ฉลาก COA ประกอบด้วยหมายเลขผลิตภัณฑ์ 25 ตัว ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ในกรณีที่มีการติดตั้งซอฟท์แวร์ใหม่

ใน การตรวจสอบว่าคุณมีระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows ของแท้ ให้มองหาใบรับรองผลิตภัณฑ์ของแท้ (COA) ที่ติดอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ คุณไม่สามารถซื้อ COA แยกต่างหากได้ ฉลาก COA สำหรับ Windows ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องแต่ละแผ่นจะประกอบด้วยชื่อผลิตภัณฑ์ Microsoft ที่พิมพ์ใกล้ด้านบนของฉลากและคีย์ผลิตภัณฑ์ความยาว 25 อักขระ หากฉลาก COA ของคุณไม่ตรงกับที่แสดงข้างต้น แสดงว่าคุณอาจมีฉลากรุ่นก่อนหน้า

ฉลาก COA สำหรับ Windows ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องแบบล่าสุดจะมี Port-Hole? แบบโปร่งใสอยู่ใกล้กับบริเวณกึ่งกลางของฉลาก COA ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับสัญลักษณ์ของ Windows และเส้นใยสองเส้นที่สานต่อกันพาดผ่านแนวศูนย์กลางตามแนวตั้ง คำว่า “Your Potential” จะถูกซ่อนอยู่ใต้ชั้นของเส้นใยทางด้านขวาซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อถูก ความร้อน เส้นใยทางด้านซ้ายจะพิมพ์คำว่า “Our Passion” เป็นสีแดง

ฉลาก COA ด้านบนที่แสดงอยู่ทางด้านซ้ายนี้ได้มีการผลิตออกมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2007 โดยมีการใส่เส้นใยกระดาษไว้ภายใน Port-Hole จนเต็ม

ส่วน ฉลาก COA ทางด้านล่างได้มีการผลิตออกมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2006 โดย Port-Hole จะมีลักษณะโปร่งใส และมีเส้นใยกระดาษปรากฏให้เห็นอยู่รอบขอบด้านใน (รูปแบบอาจแตกต่างกัน เนื่องจากเทคนิคในการผลิต)

โดย ทั่วไป ฉลาก COA เหล่านี้จะเป็นสีฟ้า อย่างไรก็ตาม ฉลากที่ใช้ในแถบเอเชียอาจเป็นสีชมพู ในขณะที่ฉลากสำหรับการติดตั้ง Windows Starter Edition จะเป็นสีเขียว

ฉลาก COA สำหรับ Windows ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องของผู้ผลิต/ผู้ประกอบคอมพิวเตอร์รายย่อย
สำหรับซอฟท์แวร์ Windows ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องของผู้ผลิต/ผู้ประกอบคอมพิวเตอร์รายย่อย (หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้สร้างระบบ) ฉลาก COA จะติดอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ฉลาก ฉลาก COA ประกอบด้วยหมายเลขผลิตภัณฑ์ 25 ตัว ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ในกรณีที่มีการติดตั้งซอฟท์แวร์ใหม่ ผู้สร้างระบบบางรายจะให้ซอฟท์แวร์ Windows มาพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ แต่ไม่ได้ทำการติดตั้งไว้ในเครื่องล่วงหน้า เครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านี้จะมีฉลาก COA สำหรับ Windows ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่อง

ใน การตรวจสอบว่าคุณมีระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows ของแท้ ให้มองหาใบรับรองผลิตภัณฑ์ของแท้ (COA) ที่ติดอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ คุณไม่สามารถซื้อ COA แยกต่างหากได้ ฉลาก COA สำหรับ Windows ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องแต่ละแผ่นจะประกอบด้วยชื่อผลิตภัณฑ์ Microsoft ที่พิมพ์ใกล้ด้านบนของฉลากและคีย์ผลิตภัณฑ์ความยาว 25 อักขระ หากฉลาก COA ของคุณไม่ตรงกับที่แสดงข้างต้น แสดงว่าคุณอาจมี ฉลากรุ่นก่อนหน้า

ฉลาก COA สำหรับ Windows ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องของผู้ผลิต/ผู้ประกอบคอมพิวเตอร์รายย่อยแบบล่า สุดจะมี Port-Holes? 2 จุดอยู่ใกล้กับบริเวณกึ่งกลางของฉลาก COA ซึ่งมีพื้นหลังเป็นสีฟ้าเขียว Port-Hole ทางด้านซ้ายมีลักษณะเป็นรูปไข่ และ Port-Hole ทางด้านขวาจะมีลักษณะเหมือนกับสัญลักษณ์ของ Windows โดยมีเส้นใยกระดาษที่มองเห็นอยู่รอบขอบด้านใน (รูปแบบอาจแตกต่างกัน เนื่องจากเทคนิคในการผลิต)

โดย ทั่วไป ฉลาก COA นี้จะเป็นสีฟ้าเขียว อย่างไรก็ตาม ฉลากที่ใช้ในแถบเอเชียอาจเป็นสีชมพู ในขณะที่ฉลากสำหรับการติดตั้ง Windows Starter Edition จะเป็นสีเขียว

COA ของซอฟต์แวร์ที่ไม่ใช่ Windows
สำหรับซอฟท์แวร์ที่ไม่ใช่ Windows (เช่น Microsoft Office) ที่มาพร้อมกับการซื้อคอมพิวเตอร์ จะมี COA รวมอยู่ในดิสก์กู้คืนระบบหรือกล่องบรรจุคอมพิวเตอร์ Office Ready

ซอฟต์แวร์ ของไมโครซอฟท์เวอร์ชัน Original Equipment Manufacturer (OEM) จะให้ลิขสิทธิ์แก่ผู้ผลิตเครื่องพีซีผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายสองลักษณะ คือ ผู้ผลิตเครื่องพีซีรายใหญ่และผู้สร้างระบบ (System Builder) รายย่อยในฤดูใบไม้ร่วงปี 2544 ได้มีการเปิดตัวฉลาก COA เฉพาะโปรแกรมแบบใหม่ พร้อมคุณลักษณะพิเศษในการติดตามและการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง และที่อยู่เว็บไซต์ How to Tell COA จะต้องมาพร้อมกับผลิตภัณฑ์เสมอ คุณไม่สามารถซื้อ COA แยกต่างหากได้

ออฟฟิศ เวอร์ชันต่างๆ ที่จำหน่ายพร้อมกับเครื่องพีซีที่ประกอบโดยผู้สร้างระบบจะมีคำว่า “OEM Product” เป็นตัวอักษรหนาขนาดใหญ่กำกับอยู่บนมุมซ้ายของฉลาก COA (ตามที่แสดงให้เห็นในภาพกราฟิกฉลาก COA) ออฟฟิศเวอร์ชันที่มาจากผู้ผลิตเครื่องพีซีรายใหญ่จะมีชื่อของผู้ผลิตเครื่อง พีซีอยู่บนฉลาก COA แทน

โปรด ทราบว่าซอฟต์แวร์แอ็พพลิเคชันไมโครซอฟท์เวอร์ชันก่อนหน้าจะมี COA ที่แตกต่างกันเล็กน้อยออฟฟิศเวอร์ชันต่างๆ ที่จำหน่ายพร้อมกับเครื่องพีซีที่ประกอบโดยผู้สร้างระบบจะมีตัวอักษร “D” ปรากฏอยู่ตรงกลางด้านซ้ายของฉลาก COA เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงว่าเครื่องดังกล่าวมาจากการจัดจำหน่ายออฟฟิศ เวอร์ชันต่างๆ ที่มาจากผู้ผลิตเครื่องพีซีรายใหญ่จะไม่มีตัวอักษร “D” บนฉลาก COA

ฉลาก COA สำหรับ Windows ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องที่ซ่อมแซมใหม่
Microsoft อนุญาตให้ผู้ซ่อมแซมเครื่องที่ติดตั้ง Windows XP Home Edition หรือ Windows XP Professional มาพร้อมกับเครื่องที่ซ่อมแซมใหม่ ติดฉลาก COA ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ฉลาก COA จะมีชื่อผลิตภัณฑ์ Microsoft พิมพ์อยู่ใกล้ด้านบนของฉลากและรหัสผลิตภัณฑ์ 25 ตัว ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ในกรณีที่มีการติดตั้งซอฟท์แวร์ใหม่

ใน การตรวจสอบว่าคุณมีระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows ของแท้ ให้มองหาใบรับรองผลิตภัณฑ์ของแท้ (COA) ที่ติดอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ คุณไม่สามารถซื้อ COA แยกต่างหากได้ ฉลาก COA ของผู้ซ่อมแซมเครื่องที่ผ่านการรับรองจาก Microsoft นั้นจะมีชื่อผลิตภัณฑ์ Microsoft, Windows XP Home Edition หรือ Windows XP Professional ที่พิมพ์ใกล้ด้านบนของฉลากและรหัสผลิตภัณฑ์ 25 ตัว ฉลาก COA ยังระบุชื่อของผู้ซ่อมแซมเครื่อง และข้อความ ‘For Use on Refurbished PC Only – No Commercial Value – For Authentication Purposes Only’

เนื่องจากฉลาก COA นี้ใช้ได้กับเครื่องที่ซ่อมแซมใหม่เท่านั้น จึงอาจมีฉลาก COA ของซอฟต์แวร์ Windows ที่ติดตั้งก่อนหน้านี้ติดอยู่

ฉลาก COA สำหรับเครื่องที่ซ่อมแซมใหม่นั้นมีสีน้ำตาล และมีตัวอักษร “M” ของ Microsoft อยู่ที่พื้นหลัง ฉลาก COA นี้มีมุมโค้งมน

ฉลาก COA มี Port-Hole? อยู่ใกล้กับบริเวณกึ่งกลางของฉลาก COA ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับสัญลักษณ์ของ Windows และเส้นใยที่สานต่อกัน 2 เส้น พาดผ่านศูนย์กลางตามแนวตั้ง Port-Hole มีเส้นใยกระดาษอยู่ภายใน คำว่า “Your Potential” จะถูกซ่อนอยู่ใต้ชั้นของเส้นใยทางด้านขวาซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อถูก ความร้อน เส้นใยทางด้านซ้ายจะพิมพ์คำว่า “Our Passion” เป็นสีแดง

ฉลาก COA นี้ได้มีการผลิตออกมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2550

COA ของ Windows ที่ติดตั้งภายในอุปกรณ์
สำหรับซอฟท์แวร์ Windows ที่ติดตั้งมาพร้อมกับ PDA และอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กอื่นๆ ฉลาก COA อาจติดอยู่บนเครื่องหรือใต้แบตเตอรี่ ข้อความที่พิมพ์อยู่บนฉลากประกอบด้วยชื่อผลิตภัณฑ์และหมายเลขผลิตภัณฑ์

ใน การยืนยันว่าคุณมีซอฟต์แวร์ Microsoft Windows ของแท้ โปรดมองหาฉลาก Certificate of Authenticity (COA) ที่ติดอยู่กับอุปกรณ์ หรือใต้แบตเตอรี่ของอุปกรณ์ คุณไม่สามารถซื้อฉลาก COA แยกต่างหาก

ใบ รับรองผลิตภัณฑ์ของแท้ (COA) สำหรับ Windows ที่ติดอยู่ประกอบด้วยชื่อผลิตภัณฑ์ และหมายเลขผลิตภัณฑ์ของ Microsoft พิมพ์อยู่ตรงกลางของฉลาก

ฉลาก COA ของ Windows ที่ใช้ล่าสุดมีพื้นหลังเป็นสีเทาและพิมพ์ซ้ำคำว่า “MICROSOFT CERTIFICATE OF AUTHENTICITY” หาก COA ของคุณไม่ตรงกับภาพที่แสดงไว้ด้านบน คุณอาจมีเวอร์ชันก่อนหน้านี้

อย่าตกเป็นเหยื่อของ COA ที่ไม่มีซอฟท์แวร์

หากคุณได้รับข้อเสนอขายสำหรับ COA เป็นสินค้าเพียงอย่างเดียว โปรดทราบว่าข้อเสนอนั้นไม่น่าไว้ใจ และอาจทำให้คุณตกอยู่ในความเสี่ยง การเป็นเหยื่อของ COA ที่ไม่มีซอฟท์แวร์ ไม่เพียงหมายถึงการจ่ายเงินไปอย่างสูญเปล่า แต่คุณจะยังไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการใช้ซอฟท์แวร์อีกด้วย หนทางที่ดีที่สุดในการปกป้องตัวคุณก็คือการซื้อซอฟท์แวร์จากผู้ขายปลีกที่ คุ้นเคยและเชื่อถือได้ กฎหมายป้องกันการปลอมแปลง ปี ค.ศ. 2003 ได้กำหนดให้การจำหน่ายฉลาก COA เพียงอย่างเดียวเป็นความผิดทางอาญา

ตัวอย่างโค้ดตัดเกรด ที่ใช้ภาษาซีในการเขียน โดยใช้เงื่อนไข if – else

ตัวอย่างโค้ดตัดเกรด ที่ใช้ภาษาซีในการเขียน โดยใช้เงื่อนไข if - else

สำหรับโปรแกรมคำนวณเกรดที่ใช้ภาษาซีเขียนนั้น บางคนก็อาจจะรู้แล้วว่าเป็นหยังไง หรือบางคนก็อาจจะยังไม่รู้ สำหรับบทความนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเขียนโปรแกรมคำนวณเกรดที่ใช้ภาษาซีในการพัฒนา โดยใช้เงื่อนไข if-else ในตัวอย่างโค้ดด้านล่างนี้ ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมภาษาซี

/*
 * Code by DekDEV.com
 */

#include <stdio.h>

int main()
{

	float score;
	printf("Enter your score : ");
	scanf("%f", &score);

	if(score < 0 || score > 100){
		printf("Enter score 0 - 100 \n");
	}
	else if(score >= 80){
		printf("Score = %.2f , You Grade : A \n", score);
	}
	else if(score >= 75){
		printf("Score = %.2f , You Grade : B+ \n", score);
	}
	else if(score >= 70){
		printf("Score = %.2f , You Grade : B \n", score);
	}
	else if(score >= 65){
		printf("Score = %.2f , You Grade : C+ \n", score);
	}
	else if(score >= 60){
		printf("Score = %.2f , You Grade : C \n", score);
	}
	else if(score >= 55){
		printf("Score = %.2f , You Grade : D+ \n", score);
	}
	else if(score >= 50){
		printf("Score = %.2f , You Grade : D \n", score);
	}
	else{
		printf("Score = %.2f , You Grade : F \n", score);
	}

	return 0;
}

ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมภาษาซี
ตัวอย่างโค้ดตัดเกรด ที่ใช้ภาษาซีในการเขียน โดยใช้เงื่อนไข if - else

กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ

กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันบางประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีกฎหมายควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต ก็ยังไม่สามารถควบคุมภัยล่อลวงต่าง ๆ จากสื่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเด็ดขาดเต็มที่โดยเฉพาะควบ คุมดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบนสื่ออินเทอร์เน็ตนั้นก็ยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะการเผยแพร่สื่อสารลามกหรือบ่อนการพนัน

 

ซึ่งปัญหาดังกล่าว นอกจากจะเกี่ยวข้องกับสิทธิส่วนบุคคลในการเข้าถึงข้อมูล การก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน ยังอาจจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศอีกด้วย อีกทั้งลักษณะพิเศษของข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  เป็นเครือข่ายที่มีลักษณะเป็นใยแมงมุม  ซึ่งระบบกระจายความรับผิดชอบไม่มีศูนย์กลางของระบบ และเป็นเครือข่ายข้อมูลระดับโลกยากต่อการควบคุม และเป็นสื่อที่ไม่มีตัวตน หรือแหล่งที่มาที่ชัดเจน ทั้งผู้ส่งข้อมูล หรือผู้รับข้อมูล

ดังนั้นกฎหมายที่จะมากำกับดูแล หรือควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต จะต้องเป็นกฎหมายลักษณะพิเศษ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล  แต่ความแตกต่างในระบบการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ในแต่ละประเทศยังเป็นปัญหาอุปสรรค  ในการร่างกฎหมายดังกล่าวซึ่งปัจจุบันยังไม่ปรากฏผลเป็นกฎหมายยังคงอยู่ในระยะที่กำลังสร้างกฎเกณฑ์กติกาขึ้นมากำกับบริการอินเทอร์เน็ต

ประเทศไทยกับการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ
กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยเริ่มวันที่ 15 ธันวาคม 2541 โดยคณะ กรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติเรียก (กทสช) ได้ทำการศึกษาและยกร่างกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ 6 ฉบับ ได้แก่

1. กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transactions Law)
เพื่อรับรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้เสมอด้วยกระดาษ อันเป็นการรองรับนิติสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมอาจจะจัดทำขึ้นในรูปแบบของหนังสือให้เท่าเทียมกับนิติสัมพันธ์ รูปแบบใหม่ที่จัดทำขึ้นให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ รวมตลอดทั้งการลงลายมือชื่อในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และการรับฟังพยานหลักฐานที่อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

2. กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signatures Law)
เพื่อรับรองการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยกระบวนการใด ๆ ทางเทคโนโลยีให้เสมอด้วยการลงลายมือชื่อธรรมดา อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากขึ้นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดให้มีการกำกับดูแลการให้บริการ เกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตลอดจนการให้ บริการอื่น ที่เกี่ยวข้องกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์

3. กฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน (National Information Infrastructure Law)
เพื่อก่อให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ อันได้แก่ โครงข่ายโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ สารสนเทศทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศสำคัญอื่น ๆ อันเป็นปัจจัยพื้นฐาน สำคัญในการพัฒนาสังคม และชุมชนโดยอาศัยกลไกของรัฐ ซึ่งรองรับเจตนารมณ์สำคัญประการหนึ่งของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 ในการกระจายสารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน และนับเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการปกครองตนเองพัฒนาเศรษฐกิจภายในชุมชน และนำไปสู่สังคมแห่งปัญญา และการเรียนรู้

4. กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Law)
เพื่อก่อให้เกิดการรับรองสิทธิและให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจถูกประมวลผล เปิดเผยหรือเผยแพร่ถึงบุคคลจำนวนมากได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยอาศัยพัฒนาการทางเทคโนโลยี จนอาจก่อให้เกิดการนำข้อมูลนั้นไปใช้ในทางมิชอบอันเป็นการละเมิดต่อเจ้าของข้อมูล ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงการรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิขั้นพื้นฐานในความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร และความมั่นคงของรัฐ

5. กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Law)
เพื่อกำหนดมาตรการทางอาญาในการลงโทษผู้กระทำผิดต่อระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูล และระบบเครือข่าย  ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองการอยู่ร่วมกันของสังคม

6. กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Funds Transfer Law)
เพื่อกำหนดกลไกสำคัญทางกฎหมายในการรองรับระบบการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งที่เป็นการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ในรูปของเงินอิเล็กทรอนิกส์ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อระบบการทำธุรกรรมทางการเงิน และการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น

ประวัติ ความเป็นมา ของ ภาษาซี (C)

ภาษาซีเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1972 โดย Dennis Ritchie แห่ง Bell Labs โดยภาษาซีนั้นพัฒนามาจาก ภาษา B และจากภาษา BCPL
ซึ่งในช่วงแรกนั้นภาษาซีถูกออกแบบให้ใช้เป็นภาษาการเขียนโปรแกรมในระบบ UNIX และเริ่มมีคนสนใจมากขึ้นในปี ค.ศ.1978 เมื่อ Brain Kernighan ร่วมกับ Dennis Ritchie พัฒนามาตรฐานของภาษาซีขึ้นมา คือ K&R (Kernighan & Ritchie) และทั้งสองยังได้แต่งหนังสือชื่อว่า “The C Programming Language” โดยภาษาซีนั้นสามารถจะปรับใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์รูปแบบต่างๆได้

ต่อ มาในช่วง ปี ค.ศ.1988 Ritchie และ Kernighan ได้ร่วมกับ ANSI (American National Standards Institute) สร้างเป็นมาตรฐานของภาษาซีขึ้นมาใหม่มีชื่อว่า “ANSI C

Dennis Ritchie

 

ภาษา ซีนั้นจัดเป็นภาษาที่ใช้ในการเขียน โปรแกรมที่นิยมใช้งาน ซึ่งภาษาซีจัดเป็นภาษาระดับกลาง (Middle-Level Language) เหมาะกับการเขียนโปรแกรมแบบโครงสร้าง (Structured Programming) โดยมีคุณสมบัติโดดเด่นอย่างหนึ่งคือ มีความยืดหยุ่นมาก กล่าวคือ สามารถทำงาน กับเครื่องมือต่างๆ สามารถปรับเปลี่ยนการเขียนโปรแกรมในรูปแบบต่างๆได้ เช่น สามารถเขียนโปรแกรมที่มีความยาวหลายบรรทัดให้เหลือความยาว 2-3 บรรทัดได้ โดยมีการผลการทำงานที่เหมือนเดิมครับ

 

ภาษา ซี (C programming language)
เป็นภาษาโปรแกรมเชิงโครงสร้างระดับสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดย เคน ธอมป์สัน (Ken Thompson) และ เดนนิส ริทชี่ (Dennis Ritchie) ขณะทำงานอยู่ที่ เบลล์เทเลโฟน เลบอราทอรี่ สำหรับใช้ในระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ ต่อมาภายหลังได้ถูกนำไปใช้กับระบบปฏิบัติการอื่น ๆ และกลายเป็นภาษาโปรแกรมหนึ่งที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด ภาษาซีมีจุดเด่นที่ประสิทธิภาพในการทำงาน เนื่องจากมีความสามารถใกล้เคียงกับภาษาระดับต่ำ แต่เขียนแบบภาษาระดับสูง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนด้วยภาษาซีจึงทำงานได้รวดเร็ว ภาษาซีเป็นภาษาโปรแกรมที่นิยมใช้กันมากสำหรับพัฒนาระบบปฏิบัติการ,ซอฟต์แวร์ ระบบ , ควบคุมไมโครคอนโทรลเลอร์ และเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไปในหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์

 

Ken Thompson