ขั้นตอนในการพัฒนาโปรแกรม สำหรับคอมพิวเตอร์

Advertisement

ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรมประกอบด้วย
1. การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ (Problem Analysis and Requirement)
2. การเขียนลำดับการทำงาน (Program Flowcharting)
3. การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming)
4. การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม (Testing and Editing Program)
5. การทำเอกสารประกอบโปรแกรม (Documentation)
6. การบำรุงรักษาโปรแกรม (Maintenance)

Advertisement

ข้อแตกต่าง ระหว่าง อินเตอร์พรีเตอร์ และ คอมไพเลอร์

ข้อแตกต่างในการแปลภาษาภาษาแบบอินเตอร์พรีเตอร์ และ การแปลภาษาแบบคอมไพเลอร์ นั้นเปรียบเที่ยบคร่าว ๆ ดังตารางด้านล่างนี้

อินเตอร์พรีเตอร์

คอมไพเลอร์

Advertisement
1. แปล source code ทีละคำสั่ง และทำตามคำสั่งนั้นทันที 1. แปล source code ต้นฉบับให้เสร็จก่อน ค่อยทำตามคำสั่งในโปรแกรม
2. ทำงานในรูปแบบวนทำงานซ้ำ ๆ และจะทำให้ทำงานช้า เพราะจะต้องแปลทีละคำสั่งทีละรอบ 2. การทำงานลักษณะวนทำงานซ้ำ ๆ จะทำงานเร็ว เพราะจะเอาออปเจ็กโปรแกรมที่ผ่านการคอมไพล์แล้วไปใช้
3. ใช้เนื้อที่ในหน่วยความจำน้อย 3. ใช้เนื้อที่ในหน่วยความจำมาก
4. เมื่อพบข้อผิดพลาดต้องแก้ไขทีละคำสั่ง ถึงจะทำงานต่อได้ 4. เมื่อพบข้อผิดพลาดจะแสดงข้อผิดพลาดทั้งหมดหลังคอมไพล์เสร็จสิ้น
5. ใช้กับภาษา พีเอชพี (PHP) เอพีแอล (APL) เบสิก (BASIC) เป็นต้น 5. ใช้กับภาษาซี (C)  ซีชาร์ฟ(C#) โคบอล (COBOL)  เป็นต้น

เกี่ยวกับ ภาษาซี (c language)

ภาษาซี (C) เป็นภาษาโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ที่มีวัตถุประสงค์ทั่วไป พัฒนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) โดย เดนนิส ริตชี ที่เบลล์เทเลโฟนแลบอลาทอรีส์ (Bell Telephone Laboratories) เกิดขึ้นเพื่อสร้างระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ในขณะนั้น

นอกจากภาษาซีออกแบบขึ้นมาเพื่อสร้างซอฟต์แวร์ระบบแล้ว  ภาษาซียังสามารถใช้อย่างแพร่หลายเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่เคลื่อนย้าย (portable) ไปบนระบบอื่นได้อีกด้วย

ภาษาซีเป็นภาษาโปรแกรมหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตลอดกาล  มีสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่มีตัวแปลโปรแกรมของภาษาซี ภาษาซีมีอิทธิพลอย่างมากต่อภาษาโปรแกรมที่นิยมอื่น ๆ ที่เด่นชัดที่สุดก็คือภาษาซีพลัสพลัส ซึ่งเดิมเป็นส่วนขยายของภาษาซี

 

เดนนิส แม็กคาลิสแตร์ ริตชี
Dennis MacAlistair Ritchie

 

ข้อดีและข้อเสีย ของภาษาเครื่อง

ข้อดี ของภาษาเครื่อง

1.  เมื่อคำสั่งเข้าสู่เครื่องจะสามารถทำงานได้ทันที
2.  สามารถสร้างคำสั่งใหม่ ๆ ได้ โดยที่ภาษาอื่นทำไม่ได้
3.  ต้องการหน่วยความจำเพียงเล็กน้อย

 

ข้อเสียของภาษาเครื่อง

1.  ต้องเขียนโปรแกรมคำสั่งยาวทำให้ผิดพลาดได้ง่าย
2.  ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องรู้ระบบการทำงานของเครื่องเป็นอย่างดีจึงสามารถ เขียนโปรแกรมได้ และถ้าเครื่องที่มีฮาร์ดแวร์ต่างกัน จะใช้โปรแกรมร่วมกัน ไม่ได้

ภาษาเครื่อง (Machine Language) หมายถึง ?

ภาษาเครื่อง (machine language) เป็น ภาษาโปรแกรมรุ่นที่หนึ่ง (first-generation programming language: 1GL) ซึ่งเป็นภาษาเดียวที่ไมโครโพรเซสเซอร์สามารถเข้าใจ คำสั่งเป็นตัวเลขล้วนๆ การอ่านและเขียนอาจต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เป็น ภาษาหรือคำสั่งที่ใช้้ในการสั่งงานหรือติดต่อกับเครื่องโดยตรง ลักษณะสำคัญของภาษาเครื่องจะประกอบด้วยรหัสของเลขฐานสองซึ่งเทียบได้กับ ลักษณะของสัญญาณทางไฟฟ้าเข้ากับหลักการทำงาานของเครื่องสามารถเข้าใจและ พร้อมที่จะทำงานตามคำสั่งได้ทันที ภาษาเครื่องจะมีกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ค่อนข้างจำกัดโปรแกรมมีลักษณะค่อนข้าง ยุ่งยากซับซ้อน รหัสโครงสร้างของแต่ลำคำสั่งของภาษาเครื่องจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ

–  รหัสบอกประเภทของคำสั่ง (Operation Code
หรือ Op-Code) เป็นส่วนที่บอกคำสั่งให้เครื่องทำการ
ประมวลผล เช่น ให้ทำการบวก ลบ คูณ หาร หรือเปรียบเทียบ

–  รหัสบอกตำแหน่งข้อมูล (Operand) เป็นส่วนที่บอกว่า
ข้อมูลที่จะนำมาประมวลผลนั้นเก็บอยู่ในตำแหน่ง (Address)
ใดของหน่วยความจำ

ลักษณะของโปรแกรมจะประกอบด้วยกลุ่มของรหัสคำสั่งซึ่งประกอบด้วยเลขฐานสองเรียงต่อกัน ซึ่งผู้เขียนโปรแกรมจะต้องทราบเทคนิคการใช้ รหัสคำสั่งและจะต้องจำตำแหน่งของคำสั่งและข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ เพราะเนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละบริษัทจะใช้ภาษาเครื่องของตนเอง  และผู้เขียนโปรแกรมจะต้องเข้าใจระบบการทำงานของเครื่องเป็นอย่างดี

ดังนั้นการเขียนโปรแกรมเป็นภาษาเครื่องจึงมีผู้เขียนอยู่ในวงจำกัด เพราะต้องมีความรู้ทางด้านเครื่องและรหัสของเครื่องจึงจะเขียนโปรแกรมได้ ภาษาเครื่องของคอมพิวเตอร์แต่ละระบบจะแตกต่างกัน ทำให้เกิดความไม่สะดวกเมื่อมีการเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบใหม่ ก็จะต้องเขียนโปรแกรมใหม่

ภาษาคอมพิวเตอร์ หมายถึง ?

ภาษาคอมพิวเตอร์ หมายถึง ภาษาใดๆ ที่ผู้ใช้งานใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ด้วยกัน แล้วคอมพิวเตอร์สามารถทำงานตามคำสั่งนั้นได้ คำนี้มักใช้เรียกแทนภาษาโปรแกรม แต่ความเป็นจริงภาษาโปรแกรมคือส่วนหนึ่งของภาษาคอมพิวเตอร์เท่านั้น และมีภาษาอื่นๆ ที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น HTML เป็นทั้งภาษามาร์กอัปและภาษาคอมพิวเตอร์ด้วย แม้ว่ามันจะไม่ใช่ภาษาโปรแกรม หรือภาษาเครื่องนั้นก็นับเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดยทางเทคนิคสามารถใช้ในการเขียนโปรแกรมได้ แต่ก็ไม่จัดว่าเป็นภาษาโปรแกรม

 

ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer  Language)  หมายถึง   ภาษาที่ใช้ในการติดต่อกับคอมพิวเตอร์  โดยถูกนำมาเขียนเป็นชุดคำสั่ง  (Program)      ให้เครื่องทำงานตามคำสั่งของภาษานั้น  ในปัจจุบันภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับเขียนโปรแกรมมีมากมายหลายภาษา  ซึ่งแต่ละภาษาจะมีกฎเกณฑ์และวิธีการเขียนโปรแกรมแตกต่างกัน  และภาษาคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น  2  ระดับ คือ

1. ภาษาระดับต่ำ (Low – Level  Language)

2. ภาษาระดับสูง (High – Level  Language)

โดยภาษาระดับต่ำแบ่งออกเป็น  ภาษาเครื่อง และ ภาษาแอสเซมบลี

การทดสอบอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

การทดสอบ (Testing)

คือ กระบวนการในการจงใจ พยายามทำให้เกิดข้อผิดพลาด เพื่อตรวจหาข้อบกพร่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

 

การทดสอบอย่างมีประสิทธิผล (Effective testing)

คือ กลยุทธ์ที่ทำให้เกิดข้อบกพร่องให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

การทดสอบอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficient testing)

คือ การใช้การทดสอบให้น้อยที่สุดแต่พบข้อบกพร่องจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การทดสอบแบบ Black Box และ Glass Box

สำหรับการทดสอบแบบ Black Box และ การทดสอบแบบ Glass Box นั้นมีข้อแตกแต่ระหว่างกันดังนี้

การทดสอบแบบ Black Box

จะเป็นการทดสอบโดยการป้อนอินพุต (Input) และสังเกตผลลัพธ์ (Output)  โดยมองไม่เห็นรายละเอียดภาพในของซอฟต์แวร์ว่ามีกระบวนการอย่างไรบ้าง

 

 

การทดสอบแบบ Glass Box

หรือ อาจจะเรียกว่า White Box ก็ได้  เป็นการทดสอบที่ผู้ทดสอบสามารถพิจารณาเอกสารการออกแบบ, source  code ,  หรือขั้นตอนการทำงานภายในขณะรัน และข้อมูลภายในได้

การบริหารโครงการ ทักษะง่ายๆ ที่ผู้บริหารโครงการควรรู้ (Project Management)

การบริหารโครงการ

การบริหารโครงการ เป็นความรู้และขั้นตอนดำเนินงานในส่วนของการวางแผน การจัดการ การบริหารทรัพยากร เพื่อทำให้โครงการแล้วเสร็จตามเป้าหมายได้ถูกต้องตามที่วางแผนไว้ การวางแผนและการบริหารทรัพยากรใดๆทั้งตัวมนุษย์และในเรื่องของงาน โดยคาดคะเนทิศทางของโครงการตั้งแต่วันเริ่มต้นจนถึงวันเสร็จงาน รวมถึงการกำหนดช่วงเวลาในการปฏิบัติงานที่จะทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพ และสามารถที่จะประมาณราคาของโครงการได้ การบริหารโครงการมีหัวใจสำคัญคือการบริหารความสัมพันธ์ระหว่าง เวลา ราคา และคุณภาพ ในทรัพยากรที่กำหนดเพื่อให้ได้เป้าหมายตามต้องการ

ในแต่ละโครงการจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีการระบุวันเริ่มและวันสิ้นสุดงาน  ซึ่งจุดนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างจากการทำงานธุรกิจทั่วไป ที่มีลักษณะงานที่มีรูปแบบการทำงานแน่นอน และมีการทำงานซ้ำเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าตามต้องการ ในทางวิชาชีพการบริหารงานในส่วนของโครงการ และการบริหารงานในส่วนของธุรกิจทั่วไปจะมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกันรวมไปถึง ความรู้ทางด้านเทคนิคที่แยกแตกต่างกันออกไป

ความท้าทายของการบริหารโครงการคือการเข้าถึงเป้าหมายได้ทั้งหมดตามที่ กำหนดไว้ ขณะที่ยังคงบริหารข้อจำกัดและทรัพยากรที่มี ข้อจำกัดทั่วไปในการบริหารโครงการได้แก่ ขอบเขตงาน เวลา เงินทุน และข้อจำกัดต่อมาคือ การจัดสรรทรัพยากร การประยุกต์และนำทรัพยากรที่มีทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ตามเป้าหมาย

ในปัจจุบันการบริหารจัดการเน้นไปที่การบริหารแบบโครงการ (Project Management) โดยได้ดำเนินการกำหนดโครงการต่างๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างผลสัมฤทธิ์ให้เกิดแก่องค์กร การบริหารโครงการจึงถือเป็นความสำคัญประการหนึ่งที่ถูกละเลยมิได้และจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องมีการเพิ่มทักษะและความรู้ให้แก่บุคลากรขององค์กรไม่ว่า จะเป็นระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับบริหารอยู่เสมอ

ในปัจจุบันบุคลากรองค์กรจำนวนมากเรียนรู้วิธีการบริหารโครงการจากการ ทดลองปฏิบัติงานจริง แต่ต้องไม่ลืมว่าการบริหารโครงการควรคำนึงว่าจะต้องใช้งบประมาณควบคู่กันไป ด้วย หากเกิดความผิดพลาดขึ้นจะทำให้เสียงบประมาณเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การรู้เทคนิคในการบริหารโครงการจะช่วยลดการสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็นตาม ไปด้วย ผู้เขียนจึงขอนำเสนอวิธีการบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีขั้นตอนทั้งหมด 8 ขั้นตอน

1. การทำความรู้จักกับโครงการ ขั้นตอนในการกำหนดโครงการมีทั้งหมด 4 ขั้นตอนตามลำดับ ได้แก่ กำหนดขอบเขตของโครงการ การวางแผนปฏิบัติ วิธีการนำไปสู่การปฏิบัติ และการทำให้โครงการประสบความสำเร็จ

ในแต่ละโครงการจะต้องมีการกำหนดแผนและกิจกรรมย่อย ๆ เป็นส่วนประกอบ ผู้ปฏิบัติจึงจำเป็นต้องรู้จักวิธีการจัดการกิจกรรมย่อยให้เสร็จตามเวลา เพื่อให้แผนบรรลุ ผลสัมฤทธิ์ตามเวลาที่กำหนด นอกจากนั้น ความเปลี่ยนแปลงในระหว่างที่โครงการกำลังดำเนินอยู่ เช่น งบประมาณ บุคลากรและกระบวนการการทำงานก็ถือเป็นอุปสรรคสำคัญและอาจเกิดขึ้นได้ระหว่าง การจัดการโครงการ ดังนั้น คุณสมบัติของผู้บริหารโครงการประการหนึ่งคือความสามารถในการบริหารความ เปลี่ยนแปลง

2. ค้นหาความต้องการของลูกค้า ในขั้นตอนของการกำหนดขอบเขตของโครงการ ผู้บริหารโครงการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงเวลา ค่าใช้จ่ายและคุณภาพของงานที่ลูกค้าสามารถรับได้ โดยต้องไม่ลืมคำนึงว่าในแต่ละโครงการมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ได้แก่ เวลาค่าใช้จ่ายและคุณภาพของงาน ซึ่งส่วนประกอบทั้ง 3 ส่วนจัดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งแต่ความเป็นจริงหากพิจารณาถึงความคิดของ ลูกค้าแล้วทั้ง 3 ส่วนอาจไม่จำเป็นต้องมีความสำคัญเท่ากันทั้งหมด ตัวอย่างเช่น หากผู้บริหารโครงการกำลังดำเนินโครงการเรื่องการอบรมด้านความปลอดภัยในโรง งาน ผู้บริหารโครงการอาจสอบถามลูกค้าได้ว่า หากต้องการให้บรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริงก็จำเป็นจะต้องเพิ่มงบประมาณใน โครงการนี้ ดังนั้น ส่วนประกอบด้านงบประมาณมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้น การค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าในช่วงการเจรจาโครงการจึงมีความ สำคัญที่ผู้บริหารโครงการจำเป็นต้องคำนึงถึง

3. การวางแผนโครงการ เป็นสิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือเมื่อนำแผนไปสู่การปฏิบัติแล้วแผนนั้นก็อาจมีความ เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ดังนั้น การวางแผนโครงการจึงไม่จำเป็นต้องรีบเร่งแต่ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการ นำแผนไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งเทคนิคที่อาจช่วยในการวางแผน ประกอบด้วยคำถามเหล่านี้ เช่น ในแผนนั้นมีกิจกรรมอะไรบ้างที่ต้องทำ ในแต่ละกิจกรรมจะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าใด จะต้องทำอะไรบ้าง จะต้องเตรียมการอะไรล่วงหน้าก่อนที่จะเริ่มดำเนินกิจกรรมนั้นๆ ต้องใช้ทรัพยากรที่จำเป็นอะไรบ้าง และต้องใช้งบประมาณจำนวนเท่าใด

4. การตรวจสอบการดำเนินการตามแผนอย่างต่อเนื่อง ในการดำเนินกิจกรรมแต่ละครั้ง จะต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่า อะไรคือความเสี่ยงในแต่ละกิจกรรม หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นจะทำอย่างไร และอะไรจะเกิดขึ้นตามมา ดังนั้นการประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินกิจกรรมจึง เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินกิจกรรม เช่น หากดำเนินกิจกรรมหนึ่งแต่ไม่สามารถทำให้สำเร็จตามระยะเวลาที่กำหนดได้ซึ่ง อาจเกิดขึ้นจากอุปสรรคบางประการเกี่ยวกับกำลังคน นักบริหารโครงการก็จำเป็นต้องวางแผนกำลังคนสำรองไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิด การขาดแคลนกำลังคน

5. การให้สมาชิกในทีมมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมจะก่อให้เกิดพันธะสัญญาของสมาชิกในทีมที่จะดำเนินโครงการให้ สำเร็จได้ ดังนั้น ผู้บริหารโครงการจึงจำเป็นต้องกระตุ้นให้สมาชิกในโครงการมีส่วนร่วมใน กิจกรรมต่างๆ เช่น การวางแผนโครงการ ผู้บริหารโครงการอาจแยกออกเป็นแผนย่อยๆ และแบ่งให้สมาชิกในทีมมีส่วนร่วมในการวางแผนแต่ละส่วน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละแผนย่อย การกำหนดทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในกิจกรรมต่างๆ และหาแหล่งทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้มาจากไหน

6. ให้ความจริงจังกับการปฏิบัติตามแผน หากผู้บริหารโครงการไม่ได้มีการควบคุมอย่างเคร่งครัด อาจเกิดปัญหาตามมาเกี่ยวกับ เวลา งบประมาณและคุณภาพของแผนได้ ดังนั้น ผู้บริหารโครงการควรมีการนัดประชุมเพื่อตรวจสอบการดำเนินการตามแผนเสมอ พยายามกระตุ้น หรือหาแรงจูงใจให้สมาชิกในทีมเกิดความตื่นตัวและพร้อมที่จะแก้ปัญหาที่อาจ เกิดขึ้นในระหว่างที่กำลังดำเนินการตามแผน หากสมาชิกในทีมไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ ผู้บริหารโครงการก็ควรสนับสนุนให้สมาชิกเหล่านั้นถามถึงแนวทางในการแก้ปัญหา เพื่อป้องกันไม่ให้กิจกรรม แผน หรือโครงการเกิดความเสียหายหรือไม่เป็นไปตามเวลาที่กำหนดโดยไม่จำเป็นได้

7. ควบคุมการดำเนินโครงการอย่างเคร่งครัด ผู้บริหารโครงการควรทำความตกลงกับสมาชิกในทีมให้ชัดเจนว่าเมื่อได้ดำเนิน กิจกรรมต่าง ๆ แล้ว ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงกระบวนการต่างๆ ที่ได้วางเอาไว้ได้ นอกเสียจากว่าสมาชิกในทีมจะนำปัญหามาถกเถียง และเมื่อผู้บริหารโครงการเห็นชอบ ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อดำเนินการตามกิจกรรมที่ได้วางไว้แล้ว สมาชิกอาจควบคุมให้กิจกรรมสำเร็จตามเวลาที่กำหนดได้ หรือกิจกรรมนั้นอาจใช้เวลามากเกินกว่าที่ได้กำหนดเอาไว้ นอกจากนั้น สมาชิกก็ควรประเมินว่าปัญหาเช่นนี้จะหาวิธีการป้องกันอย่างไร ดังนั้น ความสามารถในการควบคุมการดำเนินโครงการจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ

8. การทำให้โครงการสำเร็จอย่างมืออาชีพ กุญแจที่สำคัญที่สุดของผู้บริหารโครงการคือจะต้องสร้างความแน่ใจให้ได้ว่า ลูกค้าเกิดความพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่เกิดจากการดำเนินโครงการ ผู้บริหารโครงการที่มีประสิทธิภาพจะต้องสามารถประเมินโครงการเป็นระยะๆ อยู่เสมอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าโครงการดำเนินไปตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ การตรวจสอบและการประเมินโครงการยังช่วยทำให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับ โครงการและความพยายามที่จะทำให้โครงการประสบผลสำเร็จของสมาชิกในทีม การให้กำลังใจและการชื่นชมสมาชิกในทีมถือเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากเป็น แรงกระตุ้น แต่การตรวจสอบและประเมินผลสมาชิกในทีมก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะผู้บริหารโครงการจะต้องไม่ลืมว่า ความพึงพอใจของลูกค้า คือความสำเร็จของการบริหารโครงการแบบมืออาชีพ

การบริหารโครงการ
การบริหารโครงการ

ขอบคุณภาพจาก http://info.netcenter.net/Blog/bid/310607/Enhancing-the-Customer-Experience-with-Project-Management